Krittanan's profileJazz83PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 16 วันนี้วันเกิด - เวียนมาอีกรอบแล้วเร็วจริงๆปีนี้ 27 ซะแล้ว แก่
ระดับความแก่ในออฟฟิศก็สูงขึ้นไปหลายขั้น เพราะปีที่ผ่านมาเขาเล่นรับแต่เด็กๆกว่ามาเต็มไปหมด
ชีวิตสรุปได้คร่าวๆ
สถานภาพสมรส : โสดเหมือนเดิม (จะได้เปลี่ยนกะเขาสักทีไหมนี่)
สถานะทางการเงิน : มีเงินเก็บมากกว่าเดิม แต่ยังไม่พอส่งตัวเองเรียนเมืองนอกอยู่ดี
สถานะทางร่างกาย : สูงเท่าเดิม หนักเท่าเดิม(มั้ง เพราะไม่เคยชั่ง)
สถานะทางจิตใจ : ก็เป็นปกติ อาจจะใจเย็นขึ้นอีกนิดหน่อย ฟุ้งซ่านไม่ค่อยได้ ไม่มีเวลา
สถานะทางการงาน : ตำแหน่งเดิม เงินเดือนขึ้น ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น งานหนักกว่าเดิม ยังคงไม่ชอบงานเท่าที่ควรเหมือนเดิม
สถานะทางงานอดิเรก : ปีที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือดีๆหลายเล่ม รูปไม่ได้ถ่ายเลย(นอกจากงาน)มาปีกว่าๆแล้ว กำลังว่าจะซื้อเลนส์เพิ่ม เผื่อจะได้มุมมองใหม่ๆ แต่งรูปเก่งขึ้นนิดหน่อย อยากได้ 14-24 กับ D300 ใครอยากซื้อให้ก็ยินดีนะครับ
สถานะทางเพื่อน : ไม่พบเพื่อนใหม่ ได้คุยกะเพื่อนเก่าบางคนมากขึ้นก็ดีเหมือนกัน คิดถึงเพื่อนๆมากๆ ไม่เจอกันนานแล้ว
สถานะหัวใจ : ไม่บอก แต่มั่นใจมากขึ้นบางวัน และกลัวมากขึ้นใจบางวันเช่นกัน ความคนึงหาเกาะกุมจิตใจยิ่งนัก
สถานะทางความฝัน : ไม่ค่อยมีความคาดหวัง ไม่อยากคาดหวังกลัวผิดหวัง มีแผนที่ต้องพยายามกันต่อไป
ปีนี้ไม่มีเมล์มาให้แอบดีใจ ปีที่แล้วมันคงบังเอิญเฉยๆ
แต่มีคุณพี่บี๊ฟ อุตส่าห์โทรมาสวัสดีวันเกิดจากเมืองไทย ขอบคุณนะคร้าบบบ
ปีที่ผ่านมาไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย เพราะที่ที่อยากไป ไปคนเดียวคงไม่ดี ไม่มีคนไปด้วย ใครอยากมาเที่ยวแถวนี้ลองติดต่อมาดูนะครับ จะพาไปเที่ยว
ใกล้กลับเมืองไทยแล้ว ตื่นเต้นดีจริงๆ หวังใจว่าจะเจอเพื่อนๆ น้องๆ และพี่ๆ ที่ไม่เจอกันมานาน
กลับเมืองไทย 25 ม.ค. 51 - 17 ก.พ. 51
ผู้ใด๋ว่างอย่าลืมมาเจอกันนะครับ เบอร์มือถือที่เมืองไทยเบอร์เดิมเด้อ
ตอนกลับเมืองไทย อยากไปเที่ยวต่างจังหวัด ใครจัดทริปไปไหนอย่าลืมบอกกันบ้างเด้อ
Happy Birthday to me.
บุญรักษา
January 01 Happy New Year 2008 to you and to me...November 01 ยามความเศร้าเกาะกุมจิตใจ...บางคราเมื่อยามความเศร้าเกาะกุมจิตใจ ทำอย่างไรก็มิอาจสลัดสลุด
ทำได้เพียงอดทนจนกว่าจะจากไป
บางครายังสามารถใช้เป็นโอกาสพิจารณาดู
บางคราอาจยังค้นพบสาเหตุ
บางคราสาเหตุมาจากผู้อื่น
บางคราสาเหตุมาจากสิ่งรอบกาย
บางคราสาเหตุมาจากตนเอง
บางครากลับมาโดยไร้วี่แวว
ลองตรองดูให้ดีที่สุดความเศร้ามักมาจากตนเอง
เมื่อมีสิ่งมากระทบใจเรา เป็นตัวเราเองที่เลือกรู้สึก
แต่บางครากลับยากนักที่จะควบคุม กลับต้องปล่อยให้มันเป็นไป
เกิดแล้วก็ได้แต่ต้องทน
แต่บางครากลับสามารถรับรสอย่างลึกซึ้ง ปล่อยให้ชโลมจิตใจเรา
กลับอาจทำให้มีความสุขอย่างประหลาด
อย่างน้อยก็เป็นเครื่องเตือนใจเราได้หลายอย่าง
ทั้งสามารถรับรสความสุขได้ถ้วนทั่วมากขึ้น
ทั้งเป็นเครื่องเตือนตนถึงความสำคัญของสติ
ทั้งอาจยังเอามาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงตัวเอง
จะว่าไปความเศร้าก็เหมือนสิ่งต่างๆในโลกนี้ แม้ไม่ดีพร้อมกลับยังมีประโยชน์อยู่บ้าง
อยู่ที่ตัวเราเลือกใช้
แม้ยามเมื่อความสุขมาแทน กลับทำให้ยังคะนึงหา
กับคนที่มีความเศร้าเกาะกุมจิตใจเป็นนิจ ยามเมื่อความสุขมาเกาะกุม กลับทำให้ไม่คุ้นเคย...
ปล.ไม่ได้เป็นไรนะครับ มาเพ้อเจ้อให้ฟังเฉยๆ ยามเมื่อความเศร้าเกาะกุมจิตใจจนล้อเอ่อ October 31 อ่านเจอมา..."ข้าพเจ้าเพียงผูกพันหมั้นหมายต่อเขา เขาหาได้หมั้นหมายต่อข้าพเจ้าไม่ เรื่องราวที่เขากระทำ ล้วนมิต้องคำนึงถึงข้าพเจ้า ทว่าเรื่องราวที่ข้าพเจ้ากระทำ กลับต้องนึกถึงเขาเป็นอันดับแรก ..." July 19 It is not living that is important, but living rightly" It is not living that is important, but living rightly."
- Socrates -
ชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย อยู่โดยเงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดินกลับยากยิ่งกว่า
คุณค่าต่อแต่ละอย่างของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปบ้าง
ไม่ทำผิดกฎหมาย แต่ทำให้คนตาย อย่างนี้ จะอย่างไรดี
ไม่ทำผิดประเพณี แต่ทำให้คนอื่นช้ำใจ อย่างนี้ จะอย่างไรดี
ไม่ทำผิดธรรมเนียม แต่ทำให้ต้องฝืนความเป็นตัวของตัวเอง อย่างนี้ จะอย่างไรดี
ต่างคนย่อมต่างใจ จะทำอย่างไร ในแต่ละเหตุการณ์ ย่อมเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องเลือกเอง
จะเลือกทำอย่างไร ขอให้เลือกให้ดี คิดให้พอ แล้วค่อยเลือก อย่างน้อยคงอยู่ได้อย่างเงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน
January 16 วันนี้วันเกิด - อักปีแล้ววันนี้วันเกิดอีกแล้ว
ปีนี้ 26 แล้ว ไม่รู้สึกว่าเด็กอีกแล้ว
ปีนั้งานยุ่ง ไม่มีเวลาเพ้อเจ้อ ทำอะไรเพ้อเจ้อเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งก็ดีแล้ว
หวังใจว่าจะทำได้ตามแผนที่วางไว้ กลับเมืองไทยก่อนอายุ 30 แต่อะไรๆก็ยังไม่แน่ไม่นอน
อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณ
ปีนี้ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับ คุณพี่บี๊ฟ - ที่ให้ร่วมอยู่อาศัยและคอยป้อนสุราให้รับประทาน คุณเพื่อนโอ๊ค - ที่คอยเป็นที่ปรึกษา เป็นกำลังใจ และช่วยกันรับประทานสุรา ปีที่ผ่านมา ขอยกให้เพลงนี้เป็นเพลงประจำใจ Live And Learn เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน * เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน ** อยู่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน เติมความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด สุขก็เตรียมไว้ ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล จะได้รับความจริงเมื่อต้องเจ็บปวดไหว (*,**) (**) ปล.เกิดวันที่ 16 นะครับ ปีที่แล้วพิมพ์นานไปหน่อย January 17 วันนี้วันเกิดวันนี้ครบวันเกิดอีกแล้ว
เกิดมาบนโลกบูดๆเบี้ยวๆ ในโลกใบนี้มาได้ 25 ปีแล้ว ชีวิตผ่านมาทั้งสุขและทุกข์ ช่วงหลังๆ คล้ายมีความสุขมากกว่าทุกข์อยู่บ้างแม้จะอยู่ห่างไกลบ้านเมือง แต่ว่าก็ได้มีเวลาสุขใจอยู่มากโข โชคดีที่ได้เจอน้องที่น่ารักคนนึง แม้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็นเพียงแค่ความรักข้างเดียวแต่มันก็ทำให้มีกำลังใจต่อสู้ฝ่าฟันมาได้จนวันนี้
แต่ก็เอาเหอะ สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่นั้น เสียใจ ก็เสียไป ธรรมดาโลก บ่เป็นหยัง
วันนี้เสียใจกว่าที่ทำให้เขาไม่สบายใจ เสียใจ ผิดหวังในตัวกระผม ด้วยคำพูดโง่ๆ ถามคำถามที่รบกวนจิตใจของกระผมไป แล้วจะทำอย่างไร มันก็คงเป็นอย่างนั้น เป้นได้เท่านั้น เฮ้อ ไอ้โง่เอ้ย แต่ก็เอาเถอะ
...พี่ขอโทษนะที่ทำเจ้าเสียใจ แต่ใจพี่มันก็ไม่สบายเหมือนกัน ทำได้เท่าที่ทำนี่ล่ะนะ มากกว่านี้ไม่มีปัญญา ถ้าเจ้าไม่อยากคุยกะพี่อีก พี่คงเสียใจจนวันตาย แต่ถ้าเจ้าอยากให้เป็นดังนั้น พี่จะพยายาม...
ถ้าบ้านไม่ไกลเท่านี้ กระผมคงออกไปแล้ว แต่เมื่อมันทำไม่ได้ ก็ได้แต่นั่งเสียใจ
เฮ้อ
เฮ้อ
เฮ้อ
แต่ก็เอาเถอะ โกวเล้งกล่าวไว้
" ความตายแม้น่ากลัว แต่คนผู้หนึ่งจวบจนตายยังไม่รุ้จัก ความรัก นั่นจึงเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง "
แม้ในตอนนี้ จะเป็นดังนี้
" รอยแผลบนร่างอาจมีร้อยพันแห่ง แต่รอยแผลในหัวใจกลับมีเพียงแห่งเดียว บนร่างมีรอยมีดสุดคณานับ ทุกมีดล้วนฟันลงตำแหน่งต่างกันไป แต่รอยแผลที่หัวใจแตกต่างไป ทุกมีดล้วนฟันลงตำแหน่งเดียวกัน เนื่องเพราะเป็นตำแหน่งที่ฟันได้ง่ายที่สุด เปราะบางที่สุด อ่อนไหวที่สุด และถูกทำร้ายได้ง่ายที่สุด แม้ปิดปากแผล แต่ขอเพียงประหวัดนึกถึง จะกำเริบขึ้นทันที "
แม้แผลใจอาจจะเป็นดังนี้
" รอยขาดของเสื้อผ้าพอจะปะเย็บได้ แต่บาดแผลหัวใจ ผู้ใดสามารถเย็บสมาน "
แต่ก็เอาเถอะ แม้มันจะเป็นดังนั้น แต่ชีวิตก็ต้องก้าวไป แม้จะเจ็บแผลทุกครั้งที่นึกถึง แต่ก็ต้องยอมรับมัน
ชีวิตมันก็เป็นงี้แล
ขออภัยถ้าอ่านแล้วจะไม่เฮฮา สมดังวันเกิด แต่ก็เอาเถอะ ชีวิตมันก็งี้แหละ
ขอบฟ้า
ได้แต่เหลียวมองไปสุดฟ้าไกล จบเสียที ที่เธอต้องทนทรมานเดินบนทางที่เราสองคน..หวังกัน ไปยังฝัน..สุดฟ้า *ยอมเข้าใจๆ จะไปด้วยกันก็มีแต่เหนื่อยล้า **ขอบฟ้า...ต้องกลายเป็นเขาที่พาไป จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน เมื่อเธอจะไปฉันห้ามไม่ได้ (ซ้ำ *, **) ต้องกลายเป็นเขาที่พาไป จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน
------------------------------------------------------------------------------------------------
ชายหญิงมองโลกต่างกัน กระผมเข้าใจ แต่รับไม่ได้ทั้งหมด ส่วนคนอื่นกระผมไม่ทราบ
HBD to me. December 20 I'm silly, god damn sillyเหตุผล
เธอคงอาจแปลกใจ ว่าทำไมฉันจึงต้องรักเธอ (ซ้ำ *) คำที่บอกว่ารัก ฉันทบทวนทุกคำก่อนพูดไป (ซ้ำ *) รักเธอ
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารักสุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี่ประจำทุกค่ำคืน
God damn me.I'm a silly bastard December 12 รักคือทุ่มเทจิตใจไปทั้งหัวใจให้ใครซักคน แต่มันกลับเจอเพียงความสับสนข้างในหัวใจ อยากเจอกับตัวเองรักที่จริงนั้นเป็นเช่นไร มันมีความหมายเพียงใด อยากจะรู้ แต่แล้วก็เจอเธอรักจริงๆที่ใจต้องการ ก็เพราะว่ามันคือความอ่อนหวานที่มีข้างใน แต่มองอีกทางนึงรักนั้นเป็นเหมือนไฟเผาใจ บางทีก็ทุกข์ระทม ข่มและขื่น หวานและสุขเหนือคำบรรยาย มันทำให้รู้สึกเจ็บ และแสนอบอุ่น นี่แหล่ะรัก * แต่ก่อนนั้นฉันคิดว่ารักคือความเข้าใจ และตอนนี้ฉันรู้ว่ารักคือความห่วงใย(ต่อกัน) แต่จากนี้ฉันคิดว่ารักคือความเสียใจ ที่จะต้องเผชิญกับรักที่มีแต่ทุกข์ความช้ำและรัก ที่โดนแยกทาง มันไม่มีสิ่งใดเทียมเท่า ถ้าอยากจะรู้ความรู้สึก ต้องเผชิญกับตัวเอง แต่ก่อนนั้นฉันคิดว่ารักคือความเข้าใจ และตอนนี้ฉันรู้ว่ารักคือความห่วงใยต่อกัน แต่จากนี้ฉันคิดว่ารักคือความเสียใจ ที่จะต้องเผชิญกับรักที่มีแต่ทุกข์ความช้ำเท่านั้น (ซ้ำ *) November 10 Photography Gerneแนวการถ่ายภาพ
แบ่งกันได้ยุ่บยั่บพอๆกับศิลปเลย (จริงถ่ายภาพมันก็ศิลปแขนงนึงนี่นา 555) นั่นล่ะ
บางคราเห็นคนเถียงกัน เรื่องแนวนั้นแนวนี้ Straight Conceptual สี ขาวดำ Landscape Nature Portrait Abstract Finearts Street Life แล้วแต่จะแบ่งกันไป บางคนก็ว่าถ่ายรูปมันไม่ใช่ศิลป มันเป็นเครื่องมือบันทึกเหตุการณ์ บางคนเห็นว่ามันคือศิลปดังนั้นศิลปินย่อมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลง ตกแต่งตามใจ ก็ว่ากันไป
เห็นคุยกันยกย่องแนวนั้นแนวนี้ว่าจ๊าบ ใช้สมองและฝีมือมากกว่าอีกแนวนึง หรือบางคนก็ว่าภาพสีมันงั้นๆ สู้ขาวดำไม่ได้ ก็ว่ากันไป
โดยส่วนตัว ในฐานะที่แบ่งตัวเองไม่ค่อยถูก ผมว่าก็ไม่สำคัญหรอก ว่าถ้าถ่ายแนวที่ถ่ายแล้วประชาชนดูถูกจะต้องไปถ่ายแนวอื่น หรือถ่ายแถวที่เขาคิดว่าเจ๋งอยู่แล้ว จะไปลองแบบอื่นไม่ได้บ้าง ชอบแบบไหนทำแบบนั้น แต่ทำให้มันจ๊าบไปเลยดีกว่า
จริงๆแล้วเชื่อว่า คนเราจะทำอะไร ถ้าเลือกแล้ว ก็ต้องทำให้ดี คิดให้เยอะๆ แล้วทำให้ได้ แต่อย่าดูถูกคนอื่นมากนัก(อนุญาตเล็กน้อย ถือว่าเป็นคนเหมือนกัน 555)
เชื่อว่าจะถ่ายรูปอย่างจริงจังแล้ว จะถ่ายรูปเหมือนโปสการ์ด หรือจะ concept หลุดโลกที่สำคัญแล้ว คงต้องมีอย่างนึงพอๆกันคือ ความเข้าใจในสิ่งที่จะถ่ายทอด จินตนาการภาพที่จะเกิด ความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่จะถ่าย อุปกรณ์ และสื่อที่จะนำเสนอ
บางคนว่าถ่าย landscape คือเดินไป แล้วให้สิ่งรอบตัว กระตุ้นความสนใจเรา ผมว่านั่นก็ใช่ใครจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่ผมว่าเหมือนกับถ่ายอย่างอื่นล่ะครับ ต้องมี previsualization ไม่งั้นไปไม่ถูกที่ ถูกเวลาหรอก หรือถึงอยู่ก็ไม่รู้จะทำไง บางคนเห็นรูป landscape จ๊าบๆ ก็คิดว่าถ้าเราไปอยู่ตรงนั้นก็ถ่ายได้เหมือนกัน มันจริงครึ่งเดียว อีกครึ่งคืออย่างที่บอกแหละ และก็ที่สำคัญคือเห็นไหม ภาพที่ตาเราเห็นกับกล้องเห็นมันบ่ได้เหมือนกันเสมอไปเน้อ บางคนคิดว่าแต่งรูปเยอะ แต่เอาเข้าจริงๆ เพราะความเพี้ยนของฟิล์มตะหาก ตามตา Galen Rowell ว่าไว้ แนะนำให้ลองไปอ่านกันดูเล่นๆ พร้อมดูรูปแจ่มๆได้นะครับถ้าสนแนวๆนี้ http://www.mountainlight.com/articles.html
พล่ามพอแล้ว พอดีก่า October 19 นิทรรศเกริ่นกันนิด
งานนิทรรศฯ ย่อมาจากงานนิทรรศการวิชาการทางวิศวกรรม นั่นเอง จัดเป็นวงรอบทุกสามปี มาตั้งแต่ครั้งที่ 3 เกิดมาพร้อมๆกับชมรมค่ายอาสาพัฒนาของคณะ หรือ มีอีกชื่อว่าค่ายยุววิศวกรบพิธ ตามนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับสิ่งก่อสร้างของชมรม เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว หลังๆจัดพร้อมจุฬาวิชาการ ก็ว่ากันไป งานนิทรรศแรกเริ่มเดิมที จัดเพื่อแสดงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นที่สนใจในยามนั้น หรือว่าคิดค้นได้โดยชาวคณะ รวมทั้งให้ความรู้และบริการต่อคนทั่วไปด้วย เช่น เช็ครถ อะไรก็ว่ากันไป ตอนหลังๆ แนวทางก็เปลี่ยนไปเพระแยกตัวเองจากช่างมากขึ้น ก็เลยสู้คนทั่วไปไม่ได้แล้ว แต่ก็นั่นล่ะ ทำอะไรก็มีผลดี ผลเสียเสมอ จัดว่าเป็นงานใหญ่สุดๆ ในรอบ 3 ปี รวมมือกันทั้งคณะตั้งแต่ท่านคณบดียันพี่ภารโรง มีนิสิตเป็นแกนหลัก จัดไปจัดมาปีนี้ก็วนมาครบอีกแล้ว เป็นครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 23 - 26 พ.ย. 2548 ใครว่างๆก็ไปเดินเล่นกันนะครับ เฟรชชี่ผมเป็นซีเนียร์แล้ว
สมัยวัยเรียน ได้เข้าร่วมก่อการกับเข้าด้วย 2 ครั้ง ตอนเป็นเฟรชชี่และซีเนียร์ นับว่าเป็นรุ่นโชคดี(มั้ง) ได้ทำ 2 ที่รุ่นอื่นๆได้เจอครั้งเดียว 555 จริงๆที่มาเขียนเนี่ย เพราะนึกถึงวัยกำดัดเฉยๆ บ่ได้มีเจตนาโอ้อวดสรรพคุณแต่อย่างใด ประวัติโดยละเอียดกว่านี้ก็เคยเขียนไว้แล้ว แต่ว่าไม่รู้ยังอยู่ป่าว อิอิ
นิทรรศฯ 12 ประกอบด้วย 80 81 82 แล 83 มี 80 เป็นหัวเรือใหญ่ นำทีมโดยท่านประธานพี่เต่า
เมื่อครั้งเป็นเฟรชชี่หลังงานลอยกระทงแล้วก็โดนพี่เรียกตัวไป สั่งให้ไปทำซุ้ม เอาแบบมาให้ดู จากนั้นก็เปลี่ยนแบบใหม่โดยพี่ป. เพราะบอกว่าไม่สวย เลยได้เป็นสะพานพระราม 8 แทน ก็เลยได้ PM ใหม่เป็นพี่อ๋อง 80 มันมาก เอาแบบภายนอกมาวาดโครงสร้างให้ดูแล้วก็ทำเลย ตอนนั้นจำได้ว่า เพื่อนๆหนีไปอ่านหนังสือกันเยอะแล้ว ส่วนกระผมยังไม่ไป ก็ทำไปเรื่อย มีคนช่วยบ้างไม่มีคนช่วยบ้าง (จริงๆ ไม่ได้เป็นคนดีหรอกนะครับ แต่ว่ามันยังขี้เกียจเรียนเฉยๆ) แต่ทำแล้วมีความสุขยิ่งเพราะว่าพี่จ๊าบ แก้อารมณ์ fail พี่จากงานกระทงได้เป็นอย่างดี กาลก็ผ่านไป หลายๆคืนนั่งทำงานมีพี่มาช่วยตอนนั้นมีท่านเจ้าโลกพี่ต้น(พี่ตุ๋ย) มาช่วยทำด้วย ซึ้งมาจนวันนี้ หานายดีๆแบบนี้ยากนัก จนถึงอีก 3-4 วันจะเริ่มงาน เรื่องมันก็ชักยุ่งเพราะว่า ดูท่ามันจะไม่เสร็จ 555 ก่อนงาน 2 วัน ก็เลยหอบผ้าหอบผ่อนหนีออกจากบ้านมาคณะ นัดเพื่อนๆมา เจอกัน 9 โมงเช้า ก็ซัดเลย มันหยด ทำไปเรื่อยๆ จนเพื่อนๆกลับบ้าน ไปนอน ไปอ่านหนังสือบ้าง บอกว่าเจอกัน 9 โมงเหมือนเดิม ส่วนผมก็ยังไม่รู้ตัวทำไปเรื่อยๆ ตอนนั้นเริ่มย้ายจากลานเกียร์ไปลานตะกร้อแล้ว ก็มียง มียาม มีพี่ๆ อยู่แถวๆนั้นทำซุ้มเฉลิมพระเกียรติของค่าย ทำนาอยู่เป็นเพื่อน จำได้ว่าประมาณ ตีสอง ตีสาม กำลังหนาว ก็มีพี่มาเยี่ยมเยียน เอาNuke มาฝาก ฮ่า ฮ่า หายหนาวเลย ทำไปเรื่อยๆ ตีห้าก็มีชาวคณะมาใหม่ นำทีมโดยท่านหน.อั้ม พี่ดำ พี่ปู๊ด พี่เบียร์ พี่พล นำขบวน มาเรียกไปแปะโปสเตอร์ตาม คณะชาวบ้าน เข็นรถเข็นไปด้วย มันสุดๆ มีทั้ง Nuke หล่น แหกโค้ง ฯลฯ เสร็จแล้วก็กลับมาที่เดิม พี่ๆท่านก็หมดแรง ส่วนผมก็เลยไปนั่งลานเกียร์รอเพื่อน แล้วความทรงจำก็ดับวูบไป รู้ตัวอีกทีตอน 9 โมงเช้า เพื่อนมาสะกิด สรุปว่าอยู่คณะมา 1 วัน ยังไม่ได้แกะกระเป๋าหาที่นอนเลยนี่หว่า 55 ก็เข้าข่ายเดิม วงจรเดิมๆ แต่มีคนมาช่วยมากมาย ทั้งเพื่อน พี่ ทั้งที่ถูกกันและไม่ถูกกัน มาช่วยจน งง ไปเลย เวลาประมาณ 4 ทุ่ม ก็เกิดการรวมตัวกันของซีเนียร์โยธาประมาณครึ่งภาคมาประชุมกันว่าจะเอาไงดี ยกไม่ยก ถ้าไม่ยกก็ 55 เอาไปซ่อน ผมก็ลุ้นแทบแย่ สุดท้ายก็ยก แถมมีถ่วงด้วยลูกปูนอีกตะหาก อิอิ เยี่ยม ยกแล้วก็ตกแต่งเสริมฐานว่ากันไป จำได้ว่าประมาณตีห้า ไปนั่งตอกตะปูข้างๆปธช. แล้วหลับเฉยๆ ฮา จริงๆ เลยโดนพี่ส่งไปนอนบนถนนแถวๆนั้น น่ารักมากๆ สุดท้ายก็เสร็จก่อนเปิดงาน สียังไม่ค่อยแห้งเหมือนเดิม 55 พอเสร็จแล้วก็เริ่มเคลียร์ ตื่นมาช่วยเขาอีกหน่อยแล้วก็ไปอาบน้ำใส่ชุดหล่อมาเป็นตัวประกอบร่วมพิธีเปิด แล้วก็เดินดูงานกับเพื่อน บ่ายๆก็กลับบ้าน แล้วก็ ฮ่า ฮ่า หลับไป 2 วัน กลับมาก็ได้ซ่อมรองเท้าให้กับสาวที่ชอบอีก ฮึ ฮึ แล้วก็อยู่จนวันสุดท้าย พี่เต่าแกก็พาไปเดินชี้นู่นชี้นี่ให้ดู ว่าอะไรเป็นยังไง เล่าเรื่องการเตรียมงานให้ฟัง เล่าปัญหา ฯลฯ พอปิดงาน ก็เก็บงาน ยกของ ขนโต๊ะ เก็บบอร์ด แยกซุ้ม เอาไปเก็บ ตอนนั้นพี่ๆก็บอกว่าเนี่ย จะเอาไว้ตั้งตรงนั้นตรงนี้ สุดท้ายอีก 2 เดือนผ่านไป ก็โดนแยกร่างกลายเป็นแคร่ซีเนียร์และไม้เตรียมไปทำไม้แบบบนค่ายเฉย 555 วันสุดท้ายพอ 4 ทุ่ม พี่ๆก็เรียกมารวมตัวกัน ตั้งวงพูดคุยเฮฮา สอนสั่ง ว่ากันไป รู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาแล้ว (จำไม่ได้แล้วว่านอนที่ไหน เจริญจริงๆ) ตื่นมายามเช้าดูซากงานและชาวบ้านยังไม่ตื่น ด้วยความหิวขนาดหนักและไม่มีเงิน เลยแอบไปเปิดถังน้ำแข็งดู พบเพียง 2 อย่าง 1.เบียร์ 2.กาแฟกระป๋อง 3.สปอนเซอร์ อันนี้ไม่คิดมากหยิบสปอนเซอร์มากินทันที แต่มันมีแค่ 1 ขวด เลยยกกาแฟกระป๋องมากระดกตาม จำได้ว่ากินไป 2 กระป๋อง หลังจากนั้นชาวบ้านก็ตื่นมา ลุยงานต่อเก็บขยะขนไปทิ้ง จากนั้นก็พักกินข้าวตอนบ่ายสาม ฮ่า ฮ่า แล้วก็ไปถึงงาน รื้อนา แสบมากๆ ถมทั้งบ่อ ทั้งโคนต้นไม้ รวมทั้งที่ที่เขาถมดินไว้แล้วด้วย แสบจริงๆ 555 แต่ต้องรีบกลับบ้านจำได้ว่าต้องกลับบ้านไปตัดหญ้าก่อนพ่อกลับมา 55 เลยอดกิน MK เลย ฮ้วยบ่นซะยาวเลย
สรุปแล้วตอนนั้น ก็ประทับใจเพื่อน พี่ และคณะเกิดความรักคณะอีกไม่น้อย รวมทั้งได้ฟิสิกส์ 18/100 มั้ง โดนอาจารย์กล่าวถึงทุกชม.ที่เข้าเรียนเลย เพราะว่าไม่ยอมถอน เขาชอบปรายตามา กล่าวว่า พวกได้ 18 เนี่ยถอนไปเถอะ อย่ามาเรียนเลย F เปล่าๆ ตอนนั้นยังเด็กหน้าด้านเลยไม่ถอน 555 ก็ยังดีรอดมาได้ ตอนนั้นจำได้ว่าขยันมากทำโจทย์ 3 รอบ 555
นิทรรศฯ 13 ประกอบด้วย 83 84 85 86 มีท่านประธานดีเป็นผู้นำ
กาลเวลาก็ผันผ่าน จากน้องน้อยเป็นพี่รอง ตอนนั้นพอจบรับน้องก็มาคุยกันวางกำลัง วางงาน วางนู่น วางนี้รวมทั้งตั้งแกงค์ชักใยด้วย ประกอบด้วย.... ไม่บอกฮ่าๆ คาดว่าตอนนี้ที่บ้านยังมีบันทึกลับอยู่เลย ฮา มันก็ผ่านไปแบบทื่อๆงั้นล่ะ ก็เคยไปคุยกับอ.บ้าง แต่ยังไม่ได้แต่งตั้งก็เลยยังไม่มีอะไร สุดท้ายก็มีทีม มีแผน นำทีมโดยท่านประธานดี และชาวคณะ ก็วางไปเรื่อย สุดท้ายก็ไม่ได้ดั่งหวังเท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่องน้องๆที่รู้สึกว่ามีส่วนร่วมน้อยไปนิด ไม่รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กๆ กลัวๆมาอยู่หลายปี แต่ดีใจ ที่ปีนี้ก็มีคนทำแล้ว 555 แต่ก็ทำกันจนเสร็จมีเรื่องให้ประทับใจมากมาย เมาตื่นเหมือนเดิม ไม่มีเงินเหมือนเดิม ได้ใจเพื่อนและบุคลากรมากกว่าเดิม คิดแล้วมันก็ดีใจจริงๆ ที่ได้มีโอกาสมีส่วนร่วม ปีนั้นนอนนานมาก 10 วันได้ แต่เก็บงานเร็วไปหน่อย น้องๆเพื่อนๆมันรู้ทัน เลยไม่ต้องตื่นมาเก็บอีกวัน 55 วันนั้นเลยกินกันจนเช้า ดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าจากตึกโตฯนี่มันงามจริงๆ สุดท้ายจากแผนที่กะว่าจะลงไปนอนตากแอร์สักวันเลยพับไปเพราะหลับอยู่บนดาดฟ้ากับน้องๆ 2 นายที่ตามมาคุยด้วย โดนมันแซวอีก เชอะ 55 ก็นั่นล่ะ
สรุปแล้วได้อะไรมากมาย เสียอะไรไปไม่น้อย แต่ไม่เสียใจเลย 555 ถ้าได้แฟนด้วยคงดี เอิ้กๆ
ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วต้องขอแสดงความนับถือ เขาว่าคนแก่ชอบรำลึกความหลัง แต่ถ้าไม่ได้ทำอะไร คงไม่มีอะไรให้ระลึกจริงบ่ ดังนั้นควรจะดีใจ
เดือนหน้าก็ถึงนิทรรศฯ 14 แล้ว ก็ขอให้น้องๆ ได้เก็บเอาความประทับใจใส่ไปเยอะๆ จะได้มีอะไรให้ระลึกยามแก่ 555
ถ้างานนิทรรศฯเรา ช่วยพัฒนาโลกได้มากกว่านี้คงดี หวังว่าสักวันจะเป็นจริง แต่ขอให้อย่าลืมใส่ใจกับคนทำด้วยเหมือนเดิม
------เจอกันนิทรรศฯนี้ ถ้าไปได้คงเจอ ถ้าไปไม่ได้ก็ฝากไปเยี่ยมชมกันด้วยนะครับ พ่อแม่พี่น้อง------
จบล่ะ เหนื่อยเลย October 08 ไอเดียกระฉูดหลังจากไม่ได้ update blog มานานแสนนาน ฮ่า ฮ่า
ช่วงนี้ไอเดียเยอะมาก อยากถ่ายอะไรเป็นชุดๆ หลายๆชุดคงสะสมได้เป็นปีๆ อยากจะทำให้เนียนๆ เพื่อสักวัน จะมีผลงานที่ดูแล้วภูมือกภูมืใจ ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาซะหน่อย
ตอนนี้คืดไว้หลายอย่าง :-
แสกหน้าได้แต้ม
Nature Abstract แก้อาการหมดมุก
เบื้องหลังความเนียน
Looking through the dirty glass
เป็นอาทิ เขียนไว้เตือนใจตัวเองแล้วกันว่า อย่าลิมๆ จะพยายามสะสมไปเรื่อยๆ 555
ช่วงนี้แอบไปดู web ชาวบ้านมาหลายอันอยู่ ดูแล้วให้รู้สึกว่าตัวเล็กลง(เยี่ยม!! จะได้ไม่รู้สึกว่าอ้วน
อย่างเช่นตา Bruce Perry
ดูรูปแล้วใจละลาย 555
ตอนนี้อยากได้อุปกรณ์เพิ่มหลายอย่าง
อยากได้ grad filter แจ่มๆ ดู Singh-ray ไว้ ทั้งชุดรวมแล้ว หลายหมื่นอยู่ แต่อยากได้ คงต้องทำงานก้มหน้าเก็บเงินกันไป
กะจะเอาสัก 2 ชิ้นพอ มีมากๆ เดี่ยวจะไม่ได้ใช้เหมือนเดิม 55
อยากได้ขาตั้งเบาๆแลมั่นคงพอสำหรับชุดที่มีอยู่ ดู Gitzo + หัวบอลของ Really Right Stuff BH-55 ไว้ แต่ไม่ชอบวิธีlock ของ Gitzo เลย ให้ตายเถอะ ดูไปดูมา โอ้ แม่เจ้า 4 หมื่น บ้าไปแล้ว จะเอาตังค์ที่ไหนไปซื้อกันล่ะนี่ ยังมี bracket ไว้ใส่อีก ไม่งั้นใส่บ่ได้ แสบจริงๆ เพื่อนแนะนำว่าให้ลองดู Slik 500 DX ดู ก็คงต้องลองดู อยากได้ขาเบาๆ จะได้ขยันแบกหน่อย อิอิ
อยากได้เลนส์กว้างๆ อยากได้ 12-24 สักตัว กะจะเอาไปใช้กับกล้องฟิล์มที่คาดว่าจะพยายามหามาเป็นเจ้าของอีกตัวนึง แต่เอิ้ก ไม่มีตังค์
ก็ฝันกันไปก่อน ที่มีต้อนนี้ก็ถ่ายได้อยู่แล้ว เมื่อก่อนมีน้อยกว่านี้อีก ก็ถ่ายได้เหมือนกัน ไม่ปวดหัวด้วย มีหลายชื้น ต้องเลือกแบกอีก ลำบากเปล่าๆ แถมเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องอีก 555 แต่ grad เนี่ยอยากได้จริงๆน้า เพราะชอบถ่ายอะไรที่มันต่างกันเกิน 3 stop ตลอดเลย แล้วจะทำไงดี จะทำใน PS ก็พอได้แต่ขี้เกียจแต่งรุปเยอะ เหนื่อย 55
ลืมไปเลยว่าต้องเก็บเงินซื้อ notebook ใหม่ก่อนนี่หว่าเรา เอิ้ก พับๆๆๆๆ 555
July 09 อ่านมาก รู้มาก กลุ้มมากเฮือก พิมพ์ไปรอบนึงแล้วนะนี่ hang เฉย วัยรุ่นตอนปลายสุดๆ เซ็ง 555
ช่วงนี้อ่านหนังสือ อ่านweb ไม่น้อยเลย อ่านแล้วก็ฮาตัวเอง อะไรที่เคยคิดว่าคิดได้เอง คิดว่าจ๊าบ ก็ชอบมีคนคิดมาก่อนแล้วเรื่อยเลย เพิ่งอ่าน Outdoor Photographer http://www.outdoorphotographer.com ฉบับครบรอบ 20 ปีไป มีอะไรน่าสนใจไม่น้อย แพงกว่า Pop Photo ที่อ่านประจำ แต่ผมว่าคุ้มกว่ากันเยอะเลย รูปสวยกว่ากัน 20 เท่าได้ แต่อ่านแล้วเซ็ง ดังที่บอก tips ที่โปรแนะนำในเล่ม เรามีเกือบครบเลย อุตส่าห์คิดว่าคิดได้เอง ปั้ดโธ่ ที่แท้ก็มีคนคิดมาก่อนแล้วตั้งนาน 55 เศร้าไป
ช่วงนี้พยายามจะหาแนวทางของตัวเองในการถ่ายภาพ สับสนยิ่งนัก ใครมีอะไรจะแนะนำก็เชิญนะครับ คิดว่าพอรู้ แต่ยังไม่ตกผลึก ยุ่งดีแท้ 555 แต่ยัง Enjoy Photographing อยู่เสมอ แม้ว่าช่วงนี้จะบ้าไปนิด พยายามจะปราณีตมากๆ ในหลายๆเรื่อง ปวดหัวดีแท้ 555
ชุดล่าสุด อาจจะพอวัดรอยเท้าตัวเองกับชุดขาวดำชุดแรกได้ โหลดอยู่ใน my album แล้ว แต่ว่าถ้าใครอยากดูแบบง่ายๆ เชิญชมที่นี่นะครับผม
ใครมีอะไรจะแนะนำถามไถ่เต็มที่เลยครับ
อยากได้กล้องใจจะขาดแล้ว กลับไปได้ถอยแน่ DSLR ถอยแล้วคงหมดตัว เฮือก แต่น่าจะประหยัดกว่า ฟิล์มม้วนละ 600 ล้างสแกนอีกม้วนละ 600 แหงม (อย่างน้อยก็ในระยะยาว) คงได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4 เท่าเป็นอย่างน้อย มันแหงม 555
June 14 Talking about SOTUSอันนี้ยืมมาจากblog คุณพี่ปู๊ด ช่วงนี้โดนโหมกระหน่ำขอให้น้องๆโดยเฉพาะซีเหนี่ยหนักแน่น คิดให้ดี และเชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ พวกพี่ๆเป็นกำลังใจให้เสมอ หรืออยากให้ช่วยอะไรก็บอกมา ยินดีจะช่วย วิกฤติคือโอกาส จงแข็งแกร่งแต่อย่าดื้อดึงเกินไป โอนอ่อนแต่อย่าละทิ้งสิ่งที่สำคัญของเราแล้วกัน จงแยกกระพี้ออกจากแก่นให้ได้ พวกพี่เชื่อใจในความสามารถและสติปัญญาน้องๆ รับน้องเป็นแค่เครืองมืออันหนึ่งเท่านั้น ถ้าใช้มันไม่ได้ มันไม่เหมาะสมแล้ว ก็เก็บมันเข้ากล่องไป จงอย่าหมดหวัง เอาแรงกายแรงใจไปทำอย่างอื่นออกมา สอนน้องดูแลน้องไม่ได้ทำได้แค่ในห้องเชียร์ นอกห้องก็สอนได้ สอนไปได้จนตาย ทุกวันนี้พี่ของพี่ก็ยังสอนพี่ได้อยู่ น้องน้อยของพี่ วันนี้เอ็งเป็นพี่ใหญ่แล้ว จงอย่ายอมแพ้ เข้มแข็งเข้าไว้ ทุกรุ่นทุกปี มีปัญหากันหมดแหละ มากบ้างน้อยบ้างเท่านั้นเอง สู้ๆ น้องเอยน้องน้อยกลอยใจพี่ วันนี้มารวมร่วมหรรษา แต่ก่อนเจ้ายังอยู่ห่างตา พาพี่ใฝ่ฝันพันทวี เดี๋ยวนี้เจ้ามาอยู่ด้วย ขอให้เจ้าช่วย ชูสีเลือดหมูให้เข้มเปรมปรีด์ พวกพี่ที่นี้จะปลื้มใจ Quote SOTUS เขาจะห้ามรับน้องวันนี้อ่านข่าวเจอว่าเขาจะห้ามรับน้องทุกรูปแบบ อ่านแล้วให้กลุ้มหัวใจ อ่านคนไปเถียงกันแล้ว กลุ้มใจกว่า ทำไมเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผลกันจัง บ้าไปแล้ว ฮ่า ฮ่า โดยส่วนตัวไม่คิดว่าการเหมารวมมันจะดี ไม่เห็นด้วย รับน้อง ไม่เท่ากับ โซตัส และ โซตัสไม่เท่ากับกดขี่ ว้าก ไม่เท่ากับ กดขี่ แต่นี่คือสิ่งที่เจอมาและทำมา ที่อื่นเป็นไงไม่รู้ ไม่ชอบเต้นไก่ แต่บางคนเขาก็ชอบ อันนี้ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างใจ เช่นเดียวกัน กับการว้าก การประชุมเชียร์ ฯลฯ สำหรับผม รับน้อง กับน้องคือกิจกรรมที่สอนให้น้องเข้ามาอยู่ในสังคมใหม่ได้รู้ว่า ที่นี่อยู่กันยังไง ควรจะทำตัวอย่างไร introduction to faculty 101 นั่นเอง กับพี่คือกิจกรรมที่สอนให้รู้ว่าจะเป็นพี่ต้องทำยังไง พี่ที่ดีเป็นยังไง ทำไงคนเป็นน้องจะนับถือกัน คณะผมพูดกันว่าที่นี่รับน้อง 4 ปี ผมผ่านมาคิดว่าเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็สำหรับกับคนส่วนหนึ่งที่ได้เข้าร่วม มันก็คือการเรียนรู้ไปด้วยกันนั่นเอง รุ่นอาจจะเริ่มที่รับน้อง แต่ไม่ได้หยุดที่รับน้อง ต้องสร้างกันตลอดไป สิ่งที่สอนไป ไม่ใช่ทำเป็นพิธี แต่ต้องทำตลอดไป วิธีการก็แค่วิธีการ เลือกกันมา วิธีนึง คิดกันแล้วว่าวิธีนี้น่าจะเกิดผลสูงสุดก็ทำกันไป สร้างกันไปเรื่อยๆ ไม่เสียใจเลยถ้าวันนึงจะไม่มีว้ากเหลืออยู่ในโลก ไม่เคยกลัว กลัวแค่ความคิดแบบว้ากเกอร์จะจากไป ว้ากที่ผมเจอมาเป็นแบบนึง สอนให้มองโลกกันได้เป็นอย่างนึง อาจจะต่างกับว้ากที่อื่นไปมาก ที่อื่นเป็นไงไม่รู้ อยากรู้ไปลองเอง แต่คิดกันว่าดีก็ทำ โซตัสที่เจอมาคือคู่มือในการดำรงชีวิตในโลกอย่างเป็นปกติสุข คนอื่นจะเป็นไง เมื่อก่อนจะเป็นไง ไม่อาจจะทราบได้ ไม่ใช่สาระสำคัญนัก ที่สำคัญคือวันที่สอนนั้นมันเป็นไงมากกว่า คิดว่าดีจึงสอน คิดว่าดีจึงทำ วันนี้น้องๆอาจจะคิดต่างไป คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ ช่วยไม่ได้ แล้วแต่จะคิด กับตัวเอง เชื่อว่าเป็นคู่มือที่ดี ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ ใช้ได้ดีด้วย พูดไปคงเข้าใจได้ยาก เจอมาแล้วบางทีก็ยังไม่เข้าใจเลย คนไม่เคยเจอยิ่งเลิกกันไปเลย เชื่อว่าอะไรก็ตามล้วนมีข้อดี ข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่เราจะเลือกใช้ ใช้ไม่เป็นให้เป็นของดีที่สุดในโลก มันก็อาจจะสร้างอะไรแย่ๆก็เป็นได้ รับน้องก็เป็นของที่อุปโลกน์กันขึ้นมาเหมือนกัน ตอนนั้นคิดว่าเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดแล้ว เลยเลือกใช้ ปัญญามันมีแค่นั้น ถ้าคิดวิธีที่ดีกว่านั้นได้ ก็คงเลือกวิธีที่ดีกว่านั้น แต่เชื่อว่าตอบตัวเอง ตอบคนอื่นได้เสมอว่าทำไมเพราะอะไรจึงเลือก ข้อดี ข้อเสียมีอะไร ฝากน้องๆไว้แล้วกันว่า ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็น่าคิดว่าเราพร้อมจะทำหรือยัง ที่พูดมาตั้งยาวนี่เพราะอยากจะบอกว่า ทำไมหงุดหงิด ทำไมผู้ใหญ่ชอบแก้ปัญหาแบบผู้ใหญ่ ทำไมคนยุคนึงถึงไปกล่อมเกลาล้างสมองคนอีกยุคนึง ทำไมไม่สอนให้เปิดใจ ทำไมไม่สอนให้มองโลกอย่างครบมุมกว่านี้ เหมารวมไปว่ารับน้องไม่ดี โซตัสไม่ดี แล้วอะไรที่ดีกว่าทำไมไม่บอก เหมือนประชาธิปไตย ถ้าใช้ในสังคมที่คิดไม่มากพอ มันก็คือพวกลากมากไปเท่านั้นเอง เผด็จการที่ผู้นำดีๆคิดได้ดีกว่า อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ แต่คงยากเพราะโลกมันยุ่งเหยิงก็ถูลู่ถูกังกันไป พึงระลึกไว้บ้างว่า สิทธิพึงมาพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ ผู้ใหญ่ชอบแก้ปัญหาแบบผู้ใหญ่ แก้แบบที่ดูเป็นรูปธรรมแต่มักไม่ลงลึกถึงสาเหตุ เข้าใจว่าถ้าไม่ทำอะไรเป็นรูปธรรมบางทีมันก็เหมือนไม่ได้ทำอะไร ไม่ผิดแค่ไม่ควรลืมเฉยๆ เช่น คนจนมีมาก เลยจัดงานการกุศล หาเงินเอาไปให้ แล้วก็สะบัดตูดไป อาจจะไม่เคยคิดว่าทำไมเขาจน ทำไมเขาลำบาก ทำไงจะช่วยเขา หรือแม้กระทั่งว่า ทำไมเราควรทำทาน เพราะเราจะได้ลดความยึดมั่นถือมั่นลง ไม่ใช่เอาไปถือให้มันหนักขึ้น แต่ก็เอาเถอะ โลกมันก็เป็นงี้แหละ คิดถึงคนอื่นบ้างแล้วกัน อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แล้วมันเกี่ยวไงกับรับน้องหว่า ฮ่า ฮ่า แค่คิดเฉยๆว่า รับน้องเป็นพิธีกรรมมันก็ไม่ดี ไม่รับน้องเลยมันก็ไม่ดี เรียนหนังสืออย่างเดียวมันก็ไม่สนุก ทำกิจกรรมอย่างเดียวไม่เรียนเลยมันก็ไม่ดี ห้ามไปเลยโดยไม่แก้ที่สาเหตุมันก็ไม่ดี ทางสายกลางท่าจะดีแฮะ ฮ่า ฮ่า มองอะไรอย่ามองแค่เปลือกก็แล้วกันเด้อ แล้วจะอยู่ในโลกได้โดยเข้าใจมันมากกว่านี้ เพ้อเจ้ออีกแล้นเรา
ผมมาทำอะไรที่นี่เห็นป้าตาถามมา ขอเล่าให้ฟังตรงนี้แล้วกันเด้อ ผมมาทำงานที่นี่ครับ ตอบงี้ทีไรโดนเหน็บทุกทีเลยว่า คงไม่ได้ไปวิ่งเล่นหรอกมั้ง ก็เรื่องมันยาวนี่นา เรื่องมีอยู่ว่าฉะนี้ครับ เมื่อประมาณ 2 ปี ที่แล้วเพิ่งเรียนจบ หางานอย่างขมักเขม้น สมัครไปเยอะมาก ด้วยเกรดจุ๋มจิ๋ม น่ารัก เลยแทบไม่มีใครเรียกเลย ช่วงนั้นก็เพิ่งจบค่าย รอรับปริญญา กำลังเคว้ง งานน้ำมันในฝันเขาก็ไม่แล เห็นป้ายประกาศในคณะมีบริษัทนึงเป็นบริษัทเยอรมันซะด้วยรับ IGET(International Graduate Engineer Trainee) เป็นโปรแกรมเทรน 2 ปี จบแล้วหวังให้ไปเป็น International Project Manager ในอนาคต (ฟังดูดีไหมครับ ผมก็ว่าฟังดูดี) บอกว่าต้องการด่วนประกาศผลใน 2 อาทิตย์ เอาสิครับ เงินเดือนเยอะด้วย แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ผมก็หาไปเรื่อยๆแหละครับ จนสุดท้ายไปได้งานที่บริษัทแห่งหนึ่งเขารับก่อนวันรับปริญญาพอดี ก็เลยไปเริ่มงาน ทำๆไปสัก เดือนครึ่ง ช่วงนั้นกำลังงอน งานไม่ค่อยมีทำ (ตอนนั้นยังโง่อยู่ เลยไม่เข้าใจว่า มันก็เป้นงี้แหละ ต้องให้เวลา ชะเอิงเอย) ก็มียริษัทนี้โทร.มา ตอนแรกกำลังจะบอกไปแล้วว่าได้งานแล้วเด้อ แต่บังเอิญนึกขึ้นมาได้ว่าเงินเยอะนี่นา เลยแอบโดดงานไปสัมภาษณ์ซะเลย ไปถึงระยองนู่นแน่ะ ผลปรากฎว่าเข้ารอบครับ เขาก็เรียกไปอีกที ก็เลยเอา ด้วยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกิจการงานของบริษัทล้วนๆ คิดไปว่าเขาทำนู่นทำนี่ที่อยากทำ ฮ่า ฮ่า ประกอบกับโดนยุเหลือเกินช่วงนั้น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง กระทั่งคนที่ทำงานเขายังช่วยยุเลย ก็เลยออกครับ ออกแล้วก็ไปอยู่ระยอง 3 อาทิตย์ สนุกดีไม่น้อย แล้วก็ไปเยอรมัน 2 อาทิตย์ Introduction ทั้งโปรแกรมมี 6 พระหน่อ ไทย 2 อินเดีย 2 โปแลนด์ 2 แล้วก็กระจัดกระจายแยกย้ายกันไป มีอยู่สเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส ไทย และ แอฟริกาใต้ ปีแรกเขาให้ผมอยูเยอรมัน อยู่แผนกเรือขนก๊าซเหลว(ชื่อดูดี จริงๆคือออกแบบ ติดตั้งฉนวนเฉยๆ ฮ่า ฮ่า) อยู่ไป 8 เดือน งานการไม่ค่อยมีทำ ภาษาไม่ค่อยกระดิก แต่สนุกดี ไปเที่ยวนิดหน่อย ไป site เล็กน้อย มันมากๆ อากาศหนาวๆ ลมแรงๆ ทำงานไม่มีเหนื่อย เนื่องจากเขาเห็นแววว่าชอบทำงาน site ปีต่อไปเขาเลยส่งมาที่นี่ หลังจากกลับไปเมืองไทย 1 เดือนเมื่อ ก.ค.ปีที่แล้วก็เลยมานี่ จริงๆเคยลั่นวาจาไว้ว่า ถ้าส่งไปแอฟริกาใต้จะลาออก ถึงเวลาค้ำคอตัวเอง กับสัญญาใจ จะอยู่ที่แรกที่รับ 5 ปีตอบแทนน้ำใจ(อันแรก พลาดไปแล้ว เป็นคนไร้แววตา เลยนับใหม่แล้วกัน หยวนๆ) ก็เลยมาที่นี่ ที่นี่คือเมือง Durban เมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศอยู่ทางฝั่งตะวันออก แต่จริงๆแล้วอยู่นอกเมือง ย่านคนขาว เป็นเมืองชายหาด โปรดสังเกตว่ารูปถ่ายมีแต่หาด หาด และ หาดเท่านั้น เพราะไม่ได้ไปไหน ทำงานในโรงกลั่นของ Shell ร่วมทุนกับ BP ชื่อว่า Sapref ย่อมาจาก...อะไรก็ช่างมันเถอะนะครับ ไม่สำคัญ เป็น contractor งานซ่อมบำรุง ทำ 3 อย่างคือ ติดตั้งฉนวนกันความร้อน(เป็นฉนวนประเภทสิ้นคิดที่สุดแล้ว) ทาสี และงานนั่งร้าน แต่ว่าหลังจากไปเป็นกรรมกรทาสีอยู่พักใหญ่ คุณ Jakes ที่ติดรถแกไปทำงานด้วยทุกวัน ไปกินเบียร์กันบ่อย แกเห็นประโยชน์ เลยเอาตัวไปช้วยเขา ตอนนั้นแกเป็น Site manager อยู่ของงานโปรเจคค์ เอาไปเช็คความแข็งแรงของโครงสร้างนั่งร้าน ตั้งแต่ตอนนู้นเลยติดพันกันเรื่อยมาเป็นโฟร์แมนนั่งร้านอยู่ 3-4 เดือน พอขึ้นปีใหม่ แกก็ให้เป็น Supervisor งานฉนวนอีก แต่เป็นได้ไม่กี่วัน หลังจากโชว์พลังทำ Excel เป็นนิดหน่อย บอสที่นี่เลยให้งานใหม่ไปอยู่โปรเจคค์ถัดไป Lion project ขยายส่วนที่ทำสารเติมแต่งในน้ำมันไร้สาร คาดว่าจะเสร็จสิ้นปีนี้ (คิดดูแล้วกันว่าเขาล้ำหน้ากันขนาดไหน เพิ่งจะมีน้ำมันไร้สารใช้ปีหน้าเอง) เป็น QS(Quantity Surveyor) มีหน้าที่เก็บข้อมูลการทำงานว่าทำอะไรไปบ้าง ประเมินราคา ทำบิล (มันเกี่ยวกะวิศวะตรงไหนเนี่ย) ทำไปเดือนกว่าๆ เปลี่ยน Site manager เป็นคุณพี่ Glenn ก็เลยงานหนักกว่าเดิม ทำทุกอย่างตั้งแต่เทขยะ ชงกาแฟ หาข้อมูล ตามงาน คุมงานแถบๆ site office เช็คโครงสร้างนั่งร้าน รับโทรศัพท์ เขียนแบบ ฯลฯ สนุกไป บ้าไปเลยจะมากกว่า ก็ดีถือว่าได้เรียนรู้ แต่เหนื่อยใจดี คนประเทศนี้จ๊าบจริงๆ มีอิทธิบาท 4 ถึง 10% ไหมนี่ น่าปวดใจดีแท้ วันหลังจะมาเล่าให้ฟังต่อเด้อ เล่ามากเดี๋ยวจะบ่นเพลินอีก ส่วนที่ป้าตาถามว่า ได้ไปเที่ยวซาฟารีไหม ตอบว่าไม่ได้ไปครับ แพงเท่าเงินเดือนเดือนนึง แถมเดินทางลำบากอีกถ้าไม่มีรถ ไม่มีคนไปด้วยอีกตะหาก ขับรถไปเผลอๆจะโดนปล้นอีก ที่นี่เขาก็น่ารัก ยิงก่อนถามซะด้วย น่ารักจริงๆให้ตายเหอะ ตอนวันสิ้นปี มีคนที่ทำงานโดนยิงเอารถกันดื้อๆมาแล้ว ประมาณว่าเขาปล้นแบงค์กัน แล้วรถที่ใช้ปล้นดันชน กลางสี่แยก รถติดไฟแดงอยู่ มันเลยยิงเอารถกันดื้อๆ ซวยไป ปีหน้าจะได้ไปออสเตรเลีย ยังไม่เซ็นต์สัญญา แต่คาดว่าคงไป ขอเป็นคนไร้แววตาต่ออีกสักพักแล้วกัน ฮ่า ฮ่า ปล.ตอนนี้รู้ซึ้งสัจจธรรมเล็กๆน้อยๆแล้วว่า ชีวิตเรา มันต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำเสมอแหละ มากบ้าง น้อยบ้างตามกาล
May 24 ภาพในวัยหนุ่มhttp://www.intania83.com/forums/index.php?act=ST&f=1&t=675&s=712a8012fda3454a2c68447e7c43b0bc เพื่อนส่งมาให้ดู ดูแล้วฮา ไม่นึกเลยว่า จบมาแค่แว้บๆ เป็นแค่นายช่างจูเนียร์เอง ต้องเอารูปวัยเรียนมานั่งดูกันซะแล้น ฮะ ฮะ ตอนแรกจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าถ่ายกันตอนไหน ความทรงจำของคนนี่ก็ตลกดี ฮ่า ฮ่า ดูแล้วเริ่มเขียนเรื่องลงหนังสือรุ่นดีไหมเนี่ย รับมาเมื่อจะสองปีที่แล้ว จนป่านนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย สงสัยต้องรีบซะแล้ว ก่อนจะไม่เหลือรายละเอียดอีกต่อไป แต่ยังดี รู้สึกว่า ถึงแม้รายละเอียดจะหายไปแต่ความรู้สึกยังคงอยู่ อีกหน่อยมันจะไปด้วยกันไหมเนี่ย รูปในกระทู้นั้นถ่ายตอนเริ่มปิดเทอมปี 4 เรียกว่าเริ่มแปลงร่างเป็นกึ่งๆนายช่างซะแล้ว ฮะ ฮะ หลายอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนนั้น งานในฝัน ชีวิตที่เล็งไว้ พลาดไปหลายอยู่ แต่ถือว่าเข้าเป้าบางส่วน หยวนๆแล้วกันเนอะ ได้ไปทำงานเมืองนอก เป็นลูกจ้างบริษัทข้ามชาติ ได้เงินดีพอตัว แต่ไม่ได้ทำงานที่หวังไว้ ฮะ ฮะ เริ่มบ่นอีกละพอๆ May 21 The Seven Levels of Photographersที่มา : http://www.kenrockwell.com/tech/7.htm The Seven Levels of Photographers A Spiritual and Satirical Guide. I wrote this as a joke one morning and now the whole world thinks it's some sort of Ten Commandments. Lighten up folks!
read the sevel levels of artists here and the seven levels of surfers here. (I'm using the Western convention of "he" to refer to both genders) Artist: Top Level 7 (equivalent to "Heaven" in Christian mythology) This is the highest level. An artist fixes his imagination in a tangible form called a photograph. He captures the spirit of place or person, real or imagined, in this photograph and the viewer responds to this. An artist is a complete master of his tools. When creating art an artist transcends common existence as his spirit flies up to meet that which he is capturing. He may practice and learn his tools while he is not creating, however when creating the camera becomes an extension of his mind. No conscious thought is expended on the technical issues with which he is a virtuoso while creating photographs. To make a musical analogy, a musician may woodshed his scales, but when he's jamming he's not even thinking about fingerings. He's lost in the passion of the moment. Just like professional surfers who have a dozen boards or pro guitarists who have 23 axes, an artist may have a slew of cameras, each for a different purpose. Likewise, other artists may only have one camera, or none at all. It just doesn't matter. Artists sometimes dress funny and tend to stay up late. They usually prefer to photograph attractive young women and are proud of it. No one ever sees their work since they have crummy ability to promote themselves, and sadly, usually don't even appreciate their own excellent work. Those that do drop down to Whore, which sadly and paradoxically means you will never see the work of a true artist unless you know one personally. Good artists are usually too embarrassed to show their work to anyone unless you are intimate with them, since their work is their soul. Artists use any sort of camera, including pinholes and disposables, or 8 x 10s. They use whatever instrument they need to create what they want. Whore: Level 6 back to top A whore is an artist who sells his soul by accepting money or drugs for his art. By lowering himself to this level his vision is compromised. Why? Because when one depends on selling one's soul to pay for one's food and pad one does not screw with the program, which means that one does not try new styles. If a whore's work pays his bills after years of trying, it's unlikely any whore will be open to trying new styles while he still needs the dough. Artists with representation (meaning they are represented by a gallery or an artists' representatives just as pimps do in the sex trade) may lose that representation if they change their style. Therefore, art for sale from one person rarely gets better or different. The style that sells is all a whore's johns and pimps (representatives) want to see. See Barnbaum's book on artistry. It is extraordinarily difficult for a successful whore to change styles once one has been accepted. More about the whore class at level 10 here. Amateur: Level 5 back to top People who earn less than half of their income from photography are amateurs. This has nothing to do with the quality of their photography. This person loves to create photographs. Good amateurs of pure spirit can transcend the other levels directly to being an artist. People who shoot weddings and etc. on weekends as a side line from their day jobs are still amateurs; they just charge for their photos. And as you read here they may also charge a lot for their snaps. Amateurs who think that better cameras will improve their photos are at risk of descending to the lowest level of equipment measurbator. Too many amateurs have been misled by camera makers into thinking that they need good cameras for good images. This thought is poison to creating art. Amateurs who lose themselves in creating great images are set for a path of enlightenment. Being an amateur is a good thing; from this level one can rise to the level of artist rather easily. Amateurs almost always shoot Canon SLRs. Snapshooter: Level 4 back to top This is my mom and most people. These people want memories, as opposed to photographs or cameras. Snapshooters who are graphic artists or otherwise visually literate people often make fantastic images that impress everyone. These snapshooters are artists and don't even realize it. They usually dress better than the artists who think they really are artists. Believe it: it's the photographer who makes an image, not a camera. Snapshooters use point-and-shoot and disposable cameras, which give the same excellent results as the Leicas, Nikons, Canons and Contaxes used by everyone else. Professional: Level 3 back to top A professional photographer is a person who earns his entire living (100%) from the sale of photographs. Professionals do not create art for a living; they create images for commerce. They usually have some familiarity with the tools and can get out decent images, however they may or may not be able to capture imagination. Of course professionals may create great images, but that's on their own time. Professionals spend very little time worrying about cameras, except when they need to get them repaired. They spend most of their time looking for work and pissing about how all the other photographers in town are dropping their prices. Professionals spend more on film and lab fees each month than they spend on camera gear in a year. There are no professional nature photographers. They all either have day jobs or make their wives support them. Professionals shoot Nikon SLRs, Mamiya medium format and Calumet 4x5" cameras. They cannot afford gear as good as most serious amateurs. Unless you are a commercial photography buyer or know one as a friend you have not heard of professional photographers. The ones you may have seen in camera ads proclaiming that they use this or that camera are just spokesmodels. Professionals don't have websites and don't put out technical newsletters. Those people are usually amateurs. Rich Amateur: Level 2 back to top These are amateurs who, by having too much money, buy lots of equipment which can fetter their freedom of expression. They are mostly men, and many are old or retired. Rich amateurs shoot Leicas, Contaxes, Alpas, Hasselblads and Linhof 4x5s. These are great cameras, but the results are the same as the Zenits, Pentaxes, Bronicas and Tachiharas. The poorer rich amateurs shoot Nikon or even Canon SLRs. Lately these idiots are getting digital SLRs designed for newspapers like the Canon EOS-1D or Nikon D1X, which give technically poorer results than the film cameras used by snapshooters. The really stupid people have waited for the $7,000 Contax N Digital, which is a less useful camera than the Nikon or Canon digital SLRs, and still makes technically poorer images than a cheap film SLR. Bad rich amateurs think fuzzy B/W images of poor people are art. Some rich amateurs fall into the bottom spiritual level easily because they worry too much about equipment, others go straight on to create great art since they don't have any worries about equipment since they think they own the best. Oddly, few rich amateurs produce ordinary work. It either rules or sucks. Equipment Measurbator: Bottom Level 1 (equivalent to "Hell" in Christian mythology) These men (and they are all men) have no interest in art or photography because they have no souls. Lacking souls they cannot express imagination or feeling, which is why their images, if they ever bother to make any, suck. These folks have analysis paralysis and never accomplish anything. Does poring over a microscope analyzing test images have anything to do with photographing a Joshua tree at dawn? Of course not. Even worse, time wasted concentrating on tests is time not spent learning useful aspects of photography and certainly time that could have been better spent actually photographing. Test just enough to know what your gear can do, and then get on with real photography. They are interested solely in equipment for its own sake. They will talk your ear off for hours if you let them, but as soon as you ask to see their portfolio their bravado scurries away, or they think you want to see their cameras or stocks. You can read why cameras simply don't matter here. Most seem to come from technical avocations, like engineering, computers and sciences. These people worry so much about trying to put numerical ratings on things that they are completely oblivious to the fact that cameras or test charts have nothing to do with the spirit of an image. Because they worry so much about measuring camera performance we have dubbed them "Measurbators." Unfortunately, many of them wander into KenRockwell.com looking for information on camera performance. Many of them also play with audio equipment, computers or automobiles. They enjoy these toys just like their cameras for their own sake, but rarely if ever actually use them for the intended purposes. Younger ones play video games or engage in chat rooms and web surfing. Older ones join "camera" clubs. (You should join photography clubs, but never camera clubs or any clubs that try to score art, since art is entirely subjective and cannot be scored numerically.) Likewise, these people never create anything notable with any of this other gear either, but they sure get excited by just having, getting or talking to you about it. The one type of gear these people ignore is the only type of gear that actually helps: lighting. Someone with a decent portfolio is not an equipment measurbator. Someone with more cameras than decent photos just may be. People with websites teeming with technical articles but few interesting photographs probably are. Do not under any circumstances deal with these people, talk to them, read their websites or especially ask them for photography advice. To the innocent they seem like founts of knowledge, however their sick, lifeless souls would love to drag you into their own personal Hells and have your spirit forever mired in worrying about how sharp your lens is. If you start worrying about this and you'll never photograph anything again except brick walls and test charts. These people are easy to identify. If you've read this far you've probably seen their websites. They always have lots of info about equipment, but very few real photographs. Beware of any information from any website not loaded with photography you admire. Other people have other words for these people. This article here adds some more perspective. I had to pull most of the photos of equipment off my site because these people were spending more time looking at my equipment than my art! The bandwidth for which I pay was being eaten up by these idiots looking at my lenses, instead of looking at the photos in my gallery which is the whole point of this site. That's why all the stupid pages like this one are in yellow, so that their eyes hurt too much to waste too much time on the nuts and bolts. Most people who waste my time e-mailing me with technical and equipment questions through this site unfortunately belong to this unenlightened bottom group. Almost anyone who actually worries about the level they occupy belong to the bottom. Many of these folks stalk the Internet, and spend hours getting off "contributing" to technical websites and photography chat rooms like Photo.net, www.dpreview.com and photocritique.net instead of making photos. The guys here aren't too bad, and most of the Leica people here are just equipment collectors. อืม จริงเป็นส่วนมากนะครับผมว่า แต่อีตานี่บางทีก็พูดจากวนๆไปนิด น่าเตะดีเหมือนกัน ฮ่าๆ แต่ที่สำคัญคือ กล้องไม่สำคัญเท่าคนหลังกล้องนะครับ ; ) May 16 วันนี้ดีมีความสุข-คำเตือน เป็นความเพ้อเจ้อล้วนๆ กรุณาอย่าพยายามหาสาระ เพราะว่ามันไม่มี-
นานๆทีจะมีความสุขเลยรู้สึกแปลกๆ ตลกดี เป็นวันอาทิตย์ที่แปลกมาก ปกติจะเหงาๆเศร้าๆ ตื่นมาเจอคุณเพื่อนรัก เอารูปมาให้ดู มันเพิ่งไปเยี่ยมค่ายของน้องๆมา อยากไปบ้าง แอบปลื้มด้วย มันบอกว่าน้องคิดถึง ดูแล้วคิดถึงเพื่อนๆอยากไปค่ายอีกจัง จบมาแล้วไม่ได้ไปอีกเลย ยังดีที่ตอนเรียนได้ไปมาบ้าง ดีใจสุดๆที่ไปค่ายตอนไปซีเนียร์ ไม่ไปคงพลาดอะไรดีๆไปสักล้านแปด กิจกรรมสุดท้ายในชีวิตมหา'ลัย มันช่างงดงามยิ่งนัก ได้รู้จักกับเพื่อนๆ น้องๆ และ คุณพี่pY ที่ไม่เคยมีโอกาสได้คุยกันมาก่อนด้วย ได้ทำงานหนักเยี่ยงกรรมกร มีความสุขจริงๆ VESC 31 fake ของเรา ฮ่า ฮ่า บางคนถ้าไม่ได้รู้จักคงเสียดายจนวันตาย ฮ่า ฮ่า บ่ายๆคุยโทรศัพท์ได้ยินเสียงใสๆ ของคนมีความสุขแล้วเป็นสุขไปด้วย นั่งอมยิ้มมาหลายชม.แล้ว มีความสุขนะเนี่ย หัวค่ำดูหนัง ชอบๆ The boys and a girl from county Claire ดูแล้วก็อมยิ้ม มีความสุข จริงๆไม่ได้อยู่บ้านก็ดีนะนี่ มีร้าน DVD เป็นเพื่อนมาจะสองปีแล้ว ได้ดูหนังดีๆมากมาย เห็นอะไรมากขึ้น หลายๆเรื่องถ้าอยู่เมืองไทย คงไม่มีโอกาสได้ดู หนังบางเรื่อง ดูแล้วก็เข้าใจแล้วว่าสร้างมาทำไม เมื่อก่อนไม่ค่อยดูหนังตลกปัญญาอ่อน หลังๆเข้าใจแล้วว่า ไร้สาระบ้างบางที มันก็ดีออก จริงจังตลอดเวลาจะหน้าโหดกว่านี้ คิดถึงเพื่อนๆน้อง และพี่ๆชาวคณะยิ่ง แกงค์ว้ากเรา อยู่กันทั่วโลก เมื่อไหร่จะได้กลับมาพร้อมหน้ากันล่ะนี่ ตาแก้มยุ้ยอยู่ศรีราชา ท่านประธานดีอยู่กรุงเทพฯ คิมูจิอยู่กลางทะเล คุณหนุ่มหล่อจะไปลอนดอนแล้ว คุณนุ้กกี้อยู่ไหนหว่า ได้ข่าวว่าทำยางอยู่ ว่างๆมาเยี่ยมผมบ้างเน้อ มีน้องๆรุ่นใหม่มาแล้วรู้สึกแก่ไปถนัดเลย เมื่อก่อนยังคิดว่าเราเด็กๆ อ้ะๆ เดี๋ยวๆก็ครบซีรี่ย์ 8 แล้ว เราก็ไม่ใช่ซีรีย์เด็กสุดอีกต่อไปแล้วสินี่ แก่จัง ตังค์ไม่ค่อยมี อาทิตย์นี้ได้ข่าวมาว่า เขาจะส่งไปออสเตรเลียต่อหลังจากกลับมาทำงานที่นี่ต่อจนจบโปรเจคค์ ก็ดีมั้ง ยังไม่รู้รายละเอียด รู้แต่อีก offer ที่เขาให้ตาอินเดียอีกคนไป Estimation Engineer งานที่ ฮึ ฮึ น่าเบื่อแน่ๆ แต่ว่าเห็นรายได้แล้ว อาจจะยอมเป็นคนไร้แววตาสักสองปี จะได้มีเงินส่งตัวเองไปเรียนต่อ หรือจะตั้งตัว แต่งงานก็คงพอได้ แต่ขั้นแรก ต้องหาคนมาร่วมชีวิตก่อนมั้ง อันนี้คงยากนิดนึง(ไม่นิดนึงมั้ง ยากมากเลยมากกว่า ฮะ ฮะ) แต่ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน คงต้องรอต่อไป งานนิทรรศปีนี้ จะพยายามกลับไปให้ได้ ไม่อยากพลาดเลยจริงๆขอให้น้องๆตั้งใจทำให้ดีที่สุดแล้วกัน พี่เป็นกำลังใจให้ งานนี้มันไม่ง่าย แต่เชื่อว่า Freshy ของพี่ย่อมทำได้เสมอ ทำแล้วจะไม่เสียใจเลย เพื่อนสำคัญเสมอ อย่าลืมน้องๆแล้วกัน พี่แก่ๆอย่างพี่ก็ช่างเถอะ เป็นซีเนียร์แล้ว เป็นใหญ่ที่สุด นายช่างมีฐานะเป็นเพียงผู้ดู NATO (No Action Talks Only) คือบทของพวกพี่ๆแล้ว ทำตามที่ฝันแล้วจะไม่เสียใจ มีโอกาสสัมผัสนิทรรศ 2 ครั้ง ไม่ได้เกิดกันง่ายๆนะ ฮ่า ฮ่า สรุปแล้ว เพียงอยากจะบันทึกว่า วันนี้มีความสุขเป็นพิเศษขอบคุณเสียงใสๆของคนมีความสุขจริงๆ ทำให้มีความสุขไปด้วย ไม่น่าเชื่อว่าคนคนนึง จะมีอิทธิพลต่อตัวกระผมได้ถึงเพียงนี้ คิดถึงนะ ต่อไปนี้คงไม่ต้องพยายามตื่นเช้าๆมาonline เผื่อจะเจอแล้วสิเนี่ย เวลาผ่านไปเร็วจัง
May 12 หงุดหงิดเมื่อวานนี้ไปอ่านกระทู้ใน webboard decade มาเจอ link ไปหาเรื่องนี้ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000061643 อ่านแล้วคันมือ อยากเล่าบ้าง จริงๆเมื่อวานก็ลองเขียนไปแล้วล่ะ แต่รู้สึกตัวว่ามันเกินไป ยังไม่ตกผลึก เป็นเรื่องที่ไม่ควรเขียนด้วย เพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่เจอไม่รู้ เจอแล้วก็อาจจะไม่รู้ แต่หงุดหงิดอ.ท่านนี้มากๆ พูดเหมือนเดิมมาไม่รู้กี่ปีแล้ว มองโลกด้านเดียวเสมอมา เราถือคติว่าไม่รู้ ไม่พูด ไม่วิจารณ์ ดังนั้นเมื่อทำให้ดีไม่ได้ ก็ได้แต่รอเวลาต่อไป จากคนที่เคยทำเคยโดนเคยเลือก ตอบได้ว่าสิ่งที่ท่านกล่าวนั้นมันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเหมารวมแบบนึง ไม่น่ากระทำตามเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนที่ยังไม่เคยผ่าน ถ้ามีโอกาสก็ลองผ่านดู แล้วจะตอบได้ว่ามันเป็นเช่นไร เชื่อเสมอมาว่าสิ่งที่เคยได้รับจากพี่ ไม่ได้เพราะเกลียดชัง ไม่ใช่เพราะพี่แค้น ที่เคยให้ก็ด้วยความรักทั้งสิ้น ทุกสิ่งที่ทำไปมีเหตุผลในทุกการกระทำ ปัจเจกชนนิยมแบบของผม ไม่ได้แปลว่าต้องแยกตัวออกจากสังคม หรือไม่เคารพกฎเกณฑ์ใดๆเลย ปัจเจกชนที่แท้คือผู้มีอิสระ รับผิดชอบต่อการกระทำของตน และ คำนึงถึงผู้อื่นอยู่เสมอ สิทธิมากับหน้าที่ ถ้าเอาแต่สิทธิเท่านั้น มันเรียกว่าเห็นแก่ตัว ซึ่งก็คงเป็นปกติของคนสมัยนี้ เห็นร้องกันแต่จะเอาสิทธิ ไม่เคยเรียกหาหน้าที่เลย เชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีระบอบการปกครองใดๆที่จะเหมาะสมกับคนทุกคน หรือแม้แต่ทุกสังคม ศักดินาใช่ว่าจะแย่เสมอไป ประชาธิปไตยใช่ว่าถูกเสมอ เผด็จการใช่ว่าเลวร้ายเสมอไป แต่โลกมันเปลี่ยนไปเสมอ คนมองโลกต่างไป ทำตัวกับโลกต่างไป ก็ได้แต่ทำตามที่คิดว่าดี ในวัยนั้นเวลานั้น ก็เชื่อว่าทำเต็มที่แล้ว ถึงทุกวันนี้สถานศึกษามันจะเป็นเหมือนที่เรียนขึ้นไปทุกวัน มันไม่ใช่สถานศึกษาชีวิตมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็คงดีมั้ง ฮ่า ฮ่า หวังว่าสักวัน ฝันจะเป็นจริง อาจจะพูดมากไปบ้าง เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ อ่านแล้วไม่สบอารมณ์ขออภัย มันหงุดหงิดเฉยๆ น้องๆที่ยังไม่ได้เจอ เชือพี่เถิดว่าไม่ลองไม่ตาย ลองก็ไม่ตาย ดีกว่าอยู่ไปวันๆ เข้ามาแล้วก็จงใช้เวลาให้คุ้มค่า 4 ปี ไม่ยาวแต่ก็ไม่สั้น ผ่านไปไวเหมือนโกหก ฟังเขามา อ่านมา มันไม่ได้แปลว่าเรารู้แล้ว ลองดู ชอบไม่ชอบก็ว่ากัน ถ้าไม่ชอบมากๆมีได้สองทาง คือ ถอยหนี และ สู้เข้าไปเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เชื่อในสติปัญญาและความคิดของน้องๆเสมอ ว่าถ้าคิดดีแล้ว มันจะต้องก้าวต่อไป รับน้อง SOTUS เลิกไปเลยก็ได้ ไม่สำคัญถ้ามีวิธีที่ดีกว่า เลือกเอาเองแล้วกัน เคยเลือกทางที่สองไปแล้ว ตอบได้ว่าไม่เสียใจเลย ฝากไว้สำหรับน้องๆสมัยเป็นซีเนียร์ ประธานเชียร์เคยกล่าวไว้ว่า "เข้ามาแล้วใช่คิดแต่ตักตวง ต้องคิดสร้างเสริม คุณความดีที่รุ่นพี่สร้างกันมา ต้องช่วยกันสร้างต่ออย่าเห็นแก่ตัว" เตือนใจได้ดีทีเดียว ฟังให้มาก พูดให้น้อย เปิดใจ แล้วจะไม่เสียเวลาชีวิตเลย สำหรับผมเองทุกวันนี้ SOTUS ที่เคยคิดกันมายังคงใช้งานได้ดีอยู่เสมอ อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี และ น้ำใจ แยกกันไม่ได้ต้องไปด้วยกันเสมอ ปล.ฝากบอกท่านนักวิจารณ์ทั้งหลาย ถ้าเอาแต่วิพากย์ไม่เสนอทางแก้อย่างเป็นรูปธรรม ท่านมันก็ไร้ค่าพอๆกับคนที่ไม่เปลี่ยนแปลงแบบโง่ๆนั่นล่ะ ปล.2 โต้เวที คือ การเอาคนสองฝากที่ยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ หาเหตุผลมาสนับสนุนอัตตาของตัวมากขึ้น จึงไม่เคยเชื่อถือ แต่ถ้าถกกันอย่างมีเหตุผลอันนี้น่าสนับสนุนเข้าไปด้วยใจเป็นกลาง จะเกิดการพัฒนาโดยง่าย ปล.3 ไม่เคยเห็นด้วยกับการกระทำแบบไม่มีเหตุผล ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านอะไรก็ตาม อารมณ์ที่มาเหนือเหตุผลในหลายๆเรื่องเป็นสิ่งอันตราย |
|
|